Central MIDNIGHT SALE ช้อปก่อนใคร! ตั้งแต่ 1 - 6 ก.ย. 2554
เปิดฉากตำนานช้อปบทใหม่! ส่งตรงเทรนด์ล่าสุดลดฉลองการกลับมาของห้างที่เรารัก
• ลด 15 – 30% ทั้งห้างคอลเลคชั่นใหม่
• ลด 30 – 70% สินค้าคุณภาพ
• แลกรับจากบัตรเครดิตลดเพิ่มสูงสุด 20%
• รับเพิ่มเงินเครดิตคืน 15%
• ลุ้น! Central Gift Card 1,131 รางวัล ทุก 1,500.- รวม 2,266,000.- + ช้อปลาดพร้าวลุ้นเพิ่ม SF Movie Gift Card 630 รางวัล รวม 1,008,000.-
Showcase Central Ladprao The One & Only
We Miss U
1-4 ก.ย. ด้วยความคิดถึงจึงรีบกลับมา!
เหล่าซุปตาร์ แฟชั่นนิสต้า หนุ่ม-สาวรันเวย์ มาร่วมมอบความสุขแทนความคิดถึง เพื่อคนรักเซ็นทรัลลาดพร้าว
นับจากนี้ไป ทุกความสุขจะแจ้งเกิดที่นี่
เซ็นทรัลทุกสาขา และฉลองใหญ่เซ็นทรัลลาดพร้าว
* โปรดตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดขาย
สถานที่ท่องเที่ยวไทย ข้อมูลที่พักโรงแรม รีสอร์ท แหล่งท่องเที่ยว บริการ กิจกรรม งาน Expo ต่างๆ
14 นาฬิกาไฮไลท์ในงาน Central International Watch Fair 2011
1.MAURICE LACROIX-Masterpiece Roue Carree Seconds
กลไกที่มีความยุ่งยากซับซ้อนโดยการพัฒนากลไกวงล้อสี่เหลี่ยมครั้งแรกในประวัติศาสตร์
โดยหลักการที่สำคัญในการออกแบบคือการกำหนดให้รูปร่างของฟันเฟืองส่งผ่านพลังงาน
ได้อย่างคงที่ ตัวเรือนทรงกลม คู่พื้นหน้าปัดมีให้เลือกทั้งสีดำและโรเดียม แสดงเวลาแบบ
2 เข็มกลางหน้าปัดโดดเด่นด้วยการแสดงค่าวินาทีผ่านเฟืองสี่เหลี่ยมกับวงกลมที่ทำงาน
ประสานกัน ซึ่งแต่ละซี่ของฟันเฟืองเท่ากับเวลา 1 วินาที
2.MAITRES DU TEMPS-Chapter
“แชปเตอร์ ทู” เกิดจากการผสมผสานกันของช่างทำนาฬิกาที่เป็นปรมาจารย์และมีประสบ
การณ์สูงทั้ง Mr.Daniel Roth (แดเนียล รอธ) และ Mr. Peter Speake-Marin (ปีเตอร์ สปีค
-มาแร็ง) ตัวเรือนรูปทรงถังเบียร์ (tonneau) หน้าปัดนาฬิกาเป็นการรวมตัวกันของหน้าต่าง
บอกวันที่ และการบอกวันประจำสัปดาห์และเดือนแบบ แบบ triple calendar ในตัวเรือน
เดียวกันรูปแบบที่แตกต่างซึ่งไม่มีนาฬิกาเรือนใดในโลกเคยปรากฎมาก่อน โดยมีสรีระศาสตร์
รูปทรงเหมือนใบพายของ pusher ที่ด้านหลังของเรือนนาฬิกา ผลิตจากทองคำขาว 18k
3.BLANCPAIN-L-evolution Moon Phase.
นาฬิกาสปอร์ต ตัวเรือนเร้ดโกลขนาด 43.5 มม. มาพร้อมตัวเลขขนาดใหญ่ เคลือบสาร
เรืองแสงซุปเปอร์ลูมิโนวา ทำให้อ่านเวลาได้ง่าย เพิ่มกลไกกลไกมูนเฟส สำรองเวลาได้
นานถึง 8 วัน สายหนังจระเข้เคลือบด้วยยางเพิ่มความเป็นสปอร์ตมากขึ้น
4.PARMIGIANI-Tonic Tourbillon Chronograph
อีกหนึ่งผลงานที่น่าภาคภูมิใจจากพามิเจียนี่ที่นำมาแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
ผลงานชิ้นนี้เปรียบเสมือนประจักษ์พยานอย่างดีที่แสดงถึงฉายาที่ Mr. Michel
Parmigiani ได้รับการยกย่องให้ เป็น Golden Hands ในวงการอุตสาหกรรม
ผลิตนาฬิกา ศิลปะการประดิษฐ์ชั้นสูงถูกถ่ายทอดลงบนเรือนเวลาอย่างวิจิตร
บรรจงบนตัวเรือนทองคำขาว 18 กะรัต ขอบตัวเรือน3ชั้นขัดแต่งลวดลายอย่าง
สวยงามเพิ่มความหรูหราด้วยหน้าปัดสีทองตรงกลางขัดแต่งลวยลายแบบ
Côte de Genèva (โก้ท เดอ เจนีวา)มาพร้อมฟังชั่นพิเศษคือการนำกลไก
ทูร์บิญองอันสะท้อนความเที่ยงตรงแม่นยำ รวมเข้ากับฟังก์ชั่นการ
ทำงานระบบโครโนกราฟไว้ด้วยกัน
5.Harry Winston-Rosebud
โรสบัด ตัวเรือนทองคำขาวขนาด 27มม ประดับเพชรทรงกลม 126 เม็ด น้ำหนัก
2 กะรัต และเพชรทรงบาแกตต์ 16 เม็ด น้ำหนัก 1.8 กะรัต ออกแบบอย่างประณีตบรรจง
ด้วยดีไซน์กลีบดอกไม้ ล้อมวงประดับเพชรน้ำงามทรงแพร์คัท 26 เม็ด น้ำหนัก 2.9 กะรัต
น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 6.9 กะรัต โรสบัดเรือนนี้มาพร้อมความพิเศษที่ใช้เป็นเครื่องประดับใน
หลากรูปแบบทั้งจี้บอกเวลาทรงเสน่ห์คล้องสายสร้อยคอทองคำขาว หรือใช้แทนเข็มกลัด
ประดับเสื้อ หรือเปลี่ยนโฉมเป็นเรือนเวลาบนข้อมือพร้อมสายผ้าซาตินสีดำ มาพร้อมกล่อง
ดนตรี เรอร์จ (Reuge) สีดำแลกเกอร์สำหรับจัดเก็บ จำหน่ายในราคา 4,022,000 บาท
6.TAG HEUER-Grand Carrera
แทค ฮอยเออร์ แกรนด์ คาร์เรรา 'นาฬิการะดับพรีเมี่ยม' กับกลไกที่ทันสมัย "คาลิเบอร์
36 อาร์เอส คาลิเปอร์ โครโนกราฟ" ด้วยกลไก Rotating System ซึ่งเป็นกลไกออโตเมติก
ตัวแรกของโลก ฉีกกฏเกณฑ์งานดีไซน์และฟังค์ชั่นนาฬิกาแบบเดิมๆ
-------------------------------------------------------------------------------------------------
1.PIAGET-Limelight Kanthara
ตัวเรือนและสาย: ประดับเพชรบาแก็ตต์และเพชรเจียระไนทรงมรกต 183 เม็ด
(น้ำหนักราว 51.77 กะรัต) หน้าปัด ประดับเพชรบาแก็ตต์ 183 เม็ด (น้ำหนักราว
3.03 กะรัต) รวม 366 เม็ด น้ำหนักเพชรทั้งสิ้นประมาณ 54.8 กะรัต ผลิตจากทอง
คำขาว กลไกไขลานด้วยมือบางพิเศษ
2.FRANCK MULLER-Double Mystery Four Seasons
นาฬิกาที่มีความสว่างไสว เจิดจรัส เพชรน้ำงาม และพลอยหลากสีได้ถูกนำมาใช้
ประดับตกแต่งตัวเรือนและหน้าปัด เพื่อสร้างสรรค์เฉดสีทั้งสี่ที่มีความกลมกลืนรับกัน
โดยแต่ละเฉดนั้นสื่อถึงความเป็นไปในแต่ละฤดูกาล
3.CORUM-Golden Bridge Automatic
สุดยอดจักรกลอัจฉริยะผสานศาสตร์และศิลป์บนเรือนเวลา ได้ผสมผสานความ
สง่างามอย่างลงตัวของระบบไขลานอัตโนมัติรุ่นแรกของโลก ที่ใช้ระบบเฟืองรูป
สี่เหลี่ยมจ่ายพลังงานแนวตั้งสู่สะพานทองคำติดตั้งอยู่บนชุดกลไก CO-313 ครบ
ครันด้วยฟังก์ชั่นแสดงเวลาชั่วโมง นาที ตัวเรือนทรงตอนโนทำจากทองคำขาว
18 กะรัต หน้าปัดสีดำ กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ด้านหลังตัวเรือนเผยให้เห็นกลไก
การทำงานในแนวตั้งสำรองพลังงานได้นาน 40 ชั่วโมง ผลิตจำนวนจำกัดทั่วโลก
ประเทศไทยได้รับสิทธิพิเศษเพียง 5 เรือน
4.OMEGA-Seamaster Aqua Terra.
ตัวเรือนขนาด 30 มม. ทำจากเรดโกลล์ หน้าปัดเปลือกหอยมุกลายไม้สักสีขาว
ประดับด้วยเพชร 11 เม็ด 0.19 กะรัต พร้อมขอบตัวเรือนล้อมเพชรจำนวน 44
เม็ด 0.77 กะรัต กลไกลขับเคลื่อนด้วย โค แอ็กเซียล เอสเคปเมนท์ เพื่อความ
เสถียรในความเที่ยงตรงและความทนทานที่ยอดเยี่ยมกว่า
5.HERMES-H-our
นาฬิการุ่นเอกลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็น Hermes มากที่สุด กับตัวเรือนในรูป
ทรงสัญลักษณ์ตัว "H" นาฬิกา H-our ออกแบบครั้งแรกตั้งแต่ปี 1996 และในปี
นี้ได้รับการปรับโฉมหน้าปัดใหม่ โดยยังคงเอกลักษณ์ตัวเรือน "H" ไว้เช่นเดิม
จับคู่มากับสายแบบ Interchangable รูปแบบใหม่มีความพิเศษคือ สามารถ
ถอดเปลี่ยนสายเองได้อย่างง่ายดายตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีล ขนาด 26
มิลลิเมตร ประดับด้วยเพชรน้ำงามแบบ full cut diamonds ระดับ Top
Wesselton V.V.S “Extra White” to “Plus Extra White” จำนวน 72 เม็ด
(น้ำหนักรวม1.03 กะรัต) รับกับหน้าปัดมุกแวววาวเจิดจรัส ที่ประดับด้วยเพชร
น้ำงามบริเวณตำแหน่งบอกเวลาอีก 11 เม็ด สายนาฬิกาหนังจระเข้สีราสเบอร์รี่
6.GUCCI 1921
นาฬิการุ่นพิเศษ ฉลองที่แฟชั่นแบรนด์ระดับโลกกุชชี่ มีอายุครบ 90 ปี ในปี 2011
นี้ ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมให้ look วินเทจ สาย18K Yellow gold และหนังจระเข้
7.SARCAR-Le Carrousel
ทำงานด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ ประดับเพชรเดี่ยวทรงกลมที่สามารถหมุนไป
มาได้อย่างอิสระ ลงบนหน้าปัดเปลือกหอยมุกแทนตำแหน่งบอกเวลาทั้งหมด
12 เม็ด หนัก 6.05 กะรัต ส่องประกายแวววาว สะกดทุกสายตาเพียงแค่คุณ
ขยับข้อมือ ตัวเรือนทำจากทองคำขาวประดับเพชรรอบขอบตัวเรือนหนัก 7.71
กะรัต รวมน้ำหนักเพชรทั้งหมด 13.76 กะรัต ประกอบเข้ากับสายหนังจระเข้
แบบ 2 ด้านอย่างดี และตัวพับล็อกสายที่ทำจากทองคำขาวเช่นเดียวกัน มีเพียง
1 เรือนในประเทศไทยเท่านั้น
8.PERRELET-Turbine XS
Sparkling and Mischievous
Exclusivity Perrelet Automatic Movement Double Rotor
Turbine design, White MOP, 286 Diamonds (3.22 ct),
เปล่งประกายโดดเด่น แฝงด้วยความซุกซน
ระบบกลไกอัตโนมัติ โรโต้ คู่ ลิขสิทธิ์เฉพาะของเพอร์ราเรท
ออกแบบโรโต้หน้าเป็นใบพัด หน้าปัดมุขสีขาว ประดับเพชร 286 เม็ด
รวม 3.22 กะรัต มาพร้อมสายซาตินสีขาว
ขอบคุณข้อมูลจาก ย่าดา
http://www.oknation.net/blog/dada/2011/08/26/entry-1
Central International Watch Fair 2011 ถึง 27 ก.ย. 54 รวมแบรนด์กว่า 180 นาฬิกาหรูระดับโลก
งาน Central International Watch Fair 2011 งานนาฬิกาสุดยิ่งใหญ่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2554 นาฬิกาฝังเพชร ประดับทอง สุดยอดนาฬิกาแบรนด์หรู
ห้างเซ็นทรัล พร้อมจัดงานสุดยอดมหกรรมนาฬิกาแห่งภูมิภาคเอเชียประจำปี ในงาน “Central International Watch Fair 2011” รวบรวมนาฬิกาหรูระดับโลก กว่า 180 แบรนด์ รวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท มาจำหน่าย ณ ดิ อีเว้นท์ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันที่ 24 ส.ค. - 27 ก.ย. 54 พร้อมเปิดตัวนาฬิกาล้ำค่าเรือนไฮไลท์ “เพียเจต์ ไลม์ไลท์ กันดารา” มูลค่า 62 ล้านบาท เจิดจรัสบนข้อมือ “คุณหญิงแมงมุม” ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล เคียงข้างคู่หมั้น “นายพลดอลลาร์” พล.ต.พัชร รัตตกุล สวมแบรนด์หรู “ซาการ์ เลอ คารูเซล” มูลค่า 12.7 ล้านบาท ขณะที่ดาราฮอต “ชมพู่-อารยา” สวมเรือนเด่น “แฟรงค์ มูลเลอร์ ดับเบิ้ล มิสทรี โฟร์ซีซั่น” มูลค่า 3.2 ล้านบาท ควงคู่พระเอกหนุ่ม “พอร์ช-ศรัณย์” สวมนาฬิกา “โฆรุ่ม โกลด์เด้น บริดจ์ ออโตเมติก” มูลค่า 2.1 ล้านบาท
ห้างเซ็นทรัลเป็นผู้ริเริ่มจัดงานแสดงนาฬิกาประจำปีขึ้นในประเทศไทย โดยจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 แล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า งาน Central International Watch Fair เป็นสุดยอดงานมหกรรมนาฬิกาแห่งภูมิภาคเอเชีย ที่ไม่เพียงได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย และชาวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังได้รับความไว้วางใจจากค่ายนาฬิกาชั้นนำ ต่างรอที่จะนำนาฬิกาคอลเลคชั่นใหม่ และนาฬิกาเรือนหรูระดับมาสเตอร์พีซมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานนี้เสมอ
“สำหรับปีนี้ ห้างเซ็นทรัลฯยังคงคัดสรรนาฬิกาเรือนเด่นที่สุด คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดหลากหลายสไตล์ และรุ่นหายาก ลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ส่งตรงจากงานบาเซิลเวิลด์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาให้คนไทยได้จับจองเป็นเจ้าของ ซึ่งในปีนี้กระแสความนิยมนาฬิกาในรูปแบบเรียบหรู คลาสสิก จะมาแรง รวมไปถึงนาฬิกากลไกที่ไม่สลับซับซ้อนมาก หรือนาฬิกาแบบย้อนยุคเรโทร (Retro) ก็มีผลิตออกมาจำหน่ายและเปิดตัวในงานนี้หลายแบรนด์
สำหรับการเปิดงานอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันพุธที่ 24 ส.ค. 54 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน
นอกจากนี้ ห้างเซ็นทรัล ยังมี Exclusive Brands ระดับโลก ที่นำมาจัดแสดงในประเทศไทย เฉพาะที่ห้างเซ็นทรัลเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ได้แก่ Louis Erard, Maitres du Temps, Montblanc, Sarcar ฯลฯ
เชิญสัมผัสสุดยอดศิลปะแห่งกาลเวลา คอลเลคชั่นใหม่ที่สุด พร้อมข้อเสนอที่ดีที่สุดในงาน “Central International Watch Fair 2011” รอบพรีวิววันที่ 12 - 23 ส.ค. 54 ที่บริเวณล็อบบี้เลาจน์ และโถงเปียโน ชั้น 1 ห้างเซ็นทรัลชิดลม และเปิดงานอย่างเป็นทางการ วันที่ 24 ส.ค. - 27 ก.ย. 54 เวลา 10:00-22:00 น. ณ ดิ อีเว้นท์ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม และแผนกนาฬิกา ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา
ห้างเซ็นทรัล พร้อมจัดงานสุดยอดมหกรรมนาฬิกาแห่งภูมิภาคเอเชียประจำปี ในงาน “Central International Watch Fair 2011” รวบรวมนาฬิกาหรูระดับโลก กว่า 180 แบรนด์ รวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท มาจำหน่าย ณ ดิ อีเว้นท์ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันที่ 24 ส.ค. - 27 ก.ย. 54 พร้อมเปิดตัวนาฬิกาล้ำค่าเรือนไฮไลท์ “เพียเจต์ ไลม์ไลท์ กันดารา” มูลค่า 62 ล้านบาท เจิดจรัสบนข้อมือ “คุณหญิงแมงมุม” ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล เคียงข้างคู่หมั้น “นายพลดอลลาร์” พล.ต.พัชร รัตตกุล สวมแบรนด์หรู “ซาการ์ เลอ คารูเซล” มูลค่า 12.7 ล้านบาท ขณะที่ดาราฮอต “ชมพู่-อารยา” สวมเรือนเด่น “แฟรงค์ มูลเลอร์ ดับเบิ้ล มิสทรี โฟร์ซีซั่น” มูลค่า 3.2 ล้านบาท ควงคู่พระเอกหนุ่ม “พอร์ช-ศรัณย์” สวมนาฬิกา “โฆรุ่ม โกลด์เด้น บริดจ์ ออโตเมติก” มูลค่า 2.1 ล้านบาท
ห้างเซ็นทรัลเป็นผู้ริเริ่มจัดงานแสดงนาฬิกาประจำปีขึ้นในประเทศไทย โดยจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 แล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า งาน Central International Watch Fair เป็นสุดยอดงานมหกรรมนาฬิกาแห่งภูมิภาคเอเชีย ที่ไม่เพียงได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย และชาวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังได้รับความไว้วางใจจากค่ายนาฬิกาชั้นนำ ต่างรอที่จะนำนาฬิกาคอลเลคชั่นใหม่ และนาฬิกาเรือนหรูระดับมาสเตอร์พีซมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานนี้เสมอ
“สำหรับปีนี้ ห้างเซ็นทรัลฯยังคงคัดสรรนาฬิกาเรือนเด่นที่สุด คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดหลากหลายสไตล์ และรุ่นหายาก ลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ส่งตรงจากงานบาเซิลเวิลด์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาให้คนไทยได้จับจองเป็นเจ้าของ ซึ่งในปีนี้กระแสความนิยมนาฬิกาในรูปแบบเรียบหรู คลาสสิก จะมาแรง รวมไปถึงนาฬิกากลไกที่ไม่สลับซับซ้อนมาก หรือนาฬิกาแบบย้อนยุคเรโทร (Retro) ก็มีผลิตออกมาจำหน่ายและเปิดตัวในงานนี้หลายแบรนด์
สำหรับการเปิดงานอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันพุธที่ 24 ส.ค. 54 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน
นอกจากนี้ ห้างเซ็นทรัล ยังมี Exclusive Brands ระดับโลก ที่นำมาจัดแสดงในประเทศไทย เฉพาะที่ห้างเซ็นทรัลเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ได้แก่ Louis Erard, Maitres du Temps, Montblanc, Sarcar ฯลฯ
เชิญสัมผัสสุดยอดศิลปะแห่งกาลเวลา คอลเลคชั่นใหม่ที่สุด พร้อมข้อเสนอที่ดีที่สุดในงาน “Central International Watch Fair 2011” รอบพรีวิววันที่ 12 - 23 ส.ค. 54 ที่บริเวณล็อบบี้เลาจน์ และโถงเปียโน ชั้น 1 ห้างเซ็นทรัลชิดลม และเปิดงานอย่างเป็นทางการ วันที่ 24 ส.ค. - 27 ก.ย. 54 เวลา 10:00-22:00 น. ณ ดิ อีเว้นท์ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม และแผนกนาฬิกา ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา
ไก่ย่างวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์
นักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ คงมีน้อยคนนักที่จะไม่ได้ลิ้มลองรสชาติอาหารขึ้นชื่อที่อยู่คู่จังหวัดมาหลาย 10 ปี อย่าง “ไก่ย่างวิเชียรบุรี” ซึ่งวันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ จะพาทุกคนไปเรียนรู้เคล็ดลับแบบเจาะลึก ของไก่ย่างชื่อดังของที่นี่ ว่าทำอย่างไรถึงได้อร่อยเด็ด และได้รับความนิยมมายาวนาน
ถ้าจะเล่าถึงต้นกำเนิดของไก่ย่างวิเชียรบุรี คงต้องนับเวลาย้อนไปถึงช่วงปี 2505 ตาแป๊ะซึ่งนับเป็นคนที่ทำให้ไก่ย่างวิเชียรบุรีโด่งดังมาจนทุกวันนี้ เริ่มมาขายไก่จากเป็นไม้ๆ ละ 5 บาท และเป็นตัวๆ ละ 20 บาท
จนมาประมาณปี 2525 คุณสันติ “แม่ช้อยนางรำ” ได้มารับประทานไก่ย่าง ที่ร้านตาแป๊ะ จนเกิดความชื่นชอบ และได้มอบป้าย “ เปิบพิสดาร ” ให้ไว้เพื่อเป็นการยืนยันในรสชาติที่อร่อยถูกใจให้กับทางร้าน ทำให้ไก่ย่างวิเชียรบุรีเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และเป็นจุดหมายหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเพชรบูรณ์
ปัจจุบันสามแยกวิเชียรบุรี มีร้านขายไก่ย่างน้อยใหญ่ อยู่ประมาณ 35 ร้าน โดยมีร้านชื่อดังอยู่มากมาย เช่น ร้านตาแป๊ะ ร้านบัวตอง ร้านศาลาไทย ร้านศรีประภา ร้านกฤษณา ฯลฯ แต่ละร้านก็จะมีสูตรการทำไก่ย่างและการทำน้ำจิ้มเป็นของตนเอง ซึ่งครั้งนี้ผมได้มีโอกาสมาชิมไก่ย่างวิเชียรบุรีขนานแท้ที่ร้านบัวตอง ซึ่งเปิดมานานกว่า 21 ปี
จุดเด่นของร้านบัวตอง อยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงไก่ของร้านตัวเองให้แตกต่างจากร้านอื่น โดยเริ่มปรับสูตรหมักไก่ย่างเมื่อ 15 ปีที่แล้ว คุณพงศักดิ์ เจ้าของร้าน รุ่นที่3 เล่าให้ฟังว่า เคยทดลองทั้งใส่ตะไคร้ลงไปในน้ำหมักไก่ ใส่เต้าเจี้ยวบ้าง เหล้าขาวบ้าง กระทั่งมาลงตัวที่นมสด ทำให้ไก่นิ่มขึ้น สมัยก่อนหมักไก่ด้วยน้ำปลา แต่เดี๋ยวนี้ ใช้เกลือเม็ดหมัก เวลาละลายจะช้า ความเค็มจะเข้าเนื้อกว่า
ไก่ย่างวิเชียรบุรีทุกร้าน มีความโดดเด่นอยู่ที่การย่างไก่จนหนังกรอบแต่เนื้อนุ่ม และน้ำจิ้มกระเทียมรสเด็ดที่เป็นสูตรของแต่ละเจ้า ซึ่งรสชาติอาจแตกต่างกันไปบ้าง มีจำหน่ายทั้งไก่พื้นเมืองและไก่จากฟาร์ม ไก่พื้นเมืองปศุสัตว์จังหวัดได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เลี้ยง เพื่อขายให้กับร้านไก่ย่าง วัตถุดิบส่วนใหญ่หาได้จากท้องถิ่น แม้กระทั่งแรงงานก็เป็นคนในพื้นที่ จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคุณภาพ เพราะทุกคนมีความชำนาญเป็นอย่างดี
ขั้นตอนการทำไก่ย่างวิเชียรบุรีที่ผมถามเจ้าของร้านบัวตองมา ต้องเริ่มจากการคัดเลือกขนาดของไก่ที่จะนำมาย่างก่อน จากนั้นนำไก่มาหมักกับเครื่องเทศน์ให้เข้าที่ ใช้เวลาพอสมควรเพื่อให้เครื่องเทศซึมเข้าไปสู่เนื้อไก่ เมื่อหมักได้ที่แล้วนำไปใส่ไม้ และนำไปย่างบนเตายาวใช้ไฟอ่อนๆ จะทำให้เนื้อไก่ข้างในสุกเหนียวนุ่ม แต่หนังจะกรอบ ผู้ย่างต้องอาศัยความชำนาญในการพลิกไก่ และย่างให้สุกสม่ำเสมอทั้งตัว เป็นจุดเด่นของไก่ย่างวิเชียรบุรี
ไก่ย่างวิเชียรบุรีรับรองได้ถึงความปลอดภัย เพราะมีการตรวจสอบเรื่องสุขอนามัยตลอด จากสาธารณสุขจังหวัด ปัจจุบันมีการขยายสาขาไปต่างจังหวัดมากมาย แต่สังเกตง่ายๆคือ ไก่ย่างวิเชียรบุรีของแท้ จะมีป้ายสีเหลือง ตัวหนังสือสีแดงซึ่งได้รับการรับรองจากทางจังหวัดแล้ว แต่ถ้าอยากลิ้มลองรสชาติต้นตำรับแนะนำให้มาชิมกันเองที่เพชรบูรณ์จะได้บรรยากาศมากกว่า
ร้านขายไก่ย่างวิเชียรบุรี จะตั้งเรียงรายอยู่ริมถนนทางหลวงหมายเลข 21 (สระบุรี – หล่มสัก) ตรงบริเวณทางแยกเข้าอำเภอวิเชียรบุรี เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 - 16.00 น. ชอบร้านไหนก็เลือกแวะกันได้
ถ้าใครอยากลองรสชาติไก่ของ "ร้านไก่ย่างบัวตอง" สอบถามที่อยู่ร้าน หรือรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆโทร 05 692 8042
ที่มา ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
http://www.dailynews.co.th/web/index.cfm?page=content&categoryID=432&contentID=160039
ถ้าจะเล่าถึงต้นกำเนิดของไก่ย่างวิเชียรบุรี คงต้องนับเวลาย้อนไปถึงช่วงปี 2505 ตาแป๊ะซึ่งนับเป็นคนที่ทำให้ไก่ย่างวิเชียรบุรีโด่งดังมาจนทุกวันนี้ เริ่มมาขายไก่จากเป็นไม้ๆ ละ 5 บาท และเป็นตัวๆ ละ 20 บาท
จนมาประมาณปี 2525 คุณสันติ “แม่ช้อยนางรำ” ได้มารับประทานไก่ย่าง ที่ร้านตาแป๊ะ จนเกิดความชื่นชอบ และได้มอบป้าย “ เปิบพิสดาร ” ให้ไว้เพื่อเป็นการยืนยันในรสชาติที่อร่อยถูกใจให้กับทางร้าน ทำให้ไก่ย่างวิเชียรบุรีเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และเป็นจุดหมายหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเพชรบูรณ์
ปัจจุบันสามแยกวิเชียรบุรี มีร้านขายไก่ย่างน้อยใหญ่ อยู่ประมาณ 35 ร้าน โดยมีร้านชื่อดังอยู่มากมาย เช่น ร้านตาแป๊ะ ร้านบัวตอง ร้านศาลาไทย ร้านศรีประภา ร้านกฤษณา ฯลฯ แต่ละร้านก็จะมีสูตรการทำไก่ย่างและการทำน้ำจิ้มเป็นของตนเอง ซึ่งครั้งนี้ผมได้มีโอกาสมาชิมไก่ย่างวิเชียรบุรีขนานแท้ที่ร้านบัวตอง ซึ่งเปิดมานานกว่า 21 ปี
จุดเด่นของร้านบัวตอง อยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงไก่ของร้านตัวเองให้แตกต่างจากร้านอื่น โดยเริ่มปรับสูตรหมักไก่ย่างเมื่อ 15 ปีที่แล้ว คุณพงศักดิ์ เจ้าของร้าน รุ่นที่3 เล่าให้ฟังว่า เคยทดลองทั้งใส่ตะไคร้ลงไปในน้ำหมักไก่ ใส่เต้าเจี้ยวบ้าง เหล้าขาวบ้าง กระทั่งมาลงตัวที่นมสด ทำให้ไก่นิ่มขึ้น สมัยก่อนหมักไก่ด้วยน้ำปลา แต่เดี๋ยวนี้ ใช้เกลือเม็ดหมัก เวลาละลายจะช้า ความเค็มจะเข้าเนื้อกว่า
ไก่ย่างวิเชียรบุรีทุกร้าน มีความโดดเด่นอยู่ที่การย่างไก่จนหนังกรอบแต่เนื้อนุ่ม และน้ำจิ้มกระเทียมรสเด็ดที่เป็นสูตรของแต่ละเจ้า ซึ่งรสชาติอาจแตกต่างกันไปบ้าง มีจำหน่ายทั้งไก่พื้นเมืองและไก่จากฟาร์ม ไก่พื้นเมืองปศุสัตว์จังหวัดได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เลี้ยง เพื่อขายให้กับร้านไก่ย่าง วัตถุดิบส่วนใหญ่หาได้จากท้องถิ่น แม้กระทั่งแรงงานก็เป็นคนในพื้นที่ จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคุณภาพ เพราะทุกคนมีความชำนาญเป็นอย่างดี
ขั้นตอนการทำไก่ย่างวิเชียรบุรีที่ผมถามเจ้าของร้านบัวตองมา ต้องเริ่มจากการคัดเลือกขนาดของไก่ที่จะนำมาย่างก่อน จากนั้นนำไก่มาหมักกับเครื่องเทศน์ให้เข้าที่ ใช้เวลาพอสมควรเพื่อให้เครื่องเทศซึมเข้าไปสู่เนื้อไก่ เมื่อหมักได้ที่แล้วนำไปใส่ไม้ และนำไปย่างบนเตายาวใช้ไฟอ่อนๆ จะทำให้เนื้อไก่ข้างในสุกเหนียวนุ่ม แต่หนังจะกรอบ ผู้ย่างต้องอาศัยความชำนาญในการพลิกไก่ และย่างให้สุกสม่ำเสมอทั้งตัว เป็นจุดเด่นของไก่ย่างวิเชียรบุรี
ไก่ย่างวิเชียรบุรีรับรองได้ถึงความปลอดภัย เพราะมีการตรวจสอบเรื่องสุขอนามัยตลอด จากสาธารณสุขจังหวัด ปัจจุบันมีการขยายสาขาไปต่างจังหวัดมากมาย แต่สังเกตง่ายๆคือ ไก่ย่างวิเชียรบุรีของแท้ จะมีป้ายสีเหลือง ตัวหนังสือสีแดงซึ่งได้รับการรับรองจากทางจังหวัดแล้ว แต่ถ้าอยากลิ้มลองรสชาติต้นตำรับแนะนำให้มาชิมกันเองที่เพชรบูรณ์จะได้บรรยากาศมากกว่า
ร้านขายไก่ย่างวิเชียรบุรี จะตั้งเรียงรายอยู่ริมถนนทางหลวงหมายเลข 21 (สระบุรี – หล่มสัก) ตรงบริเวณทางแยกเข้าอำเภอวิเชียรบุรี เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 - 16.00 น. ชอบร้านไหนก็เลือกแวะกันได้
ถ้าใครอยากลองรสชาติไก่ของ "ร้านไก่ย่างบัวตอง" สอบถามที่อยู่ร้าน หรือรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆโทร 05 692 8042
ที่มา ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
http://www.dailynews.co.th/web/index.cfm?page=content&categoryID=432&contentID=160039
ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 22 พิกัดเดียวโดนใจ ทั่วไทยทั่วโลก 1-4กันยายน54 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
บริษัท พี.เค. เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ จำกัด จะจัดงาน ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 22 มหกรรมท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย ต้อนรับหน้าหนาวปีนี้ให้คึกคัก ด้วยแนวคิด พิกัดเดียวโดนใจ ทั่วไทยทั่วโลก ระหว่าง 1-4 กันยายน 2554 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ภายในงานจะมีผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 1,185 ราย มาร่วมนำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวคุณภาพ อาทิ โรงแรม รีสอร์ท บริษัททัวร์ สายการบิน รถเช่า เรือท่องเที่ยว สปา บัตรบุฟเฟ่ต์ ฯลฯ ในราคาโปรโมชั่นสุดพิเศษ พร้อมรับข้อเสนอดีๆ ทั้งส่วนลดเพิ่มสูงสุด 25% จากบัตรเครดิต CITIBANK และ HSBC และรับของรางวัลแจกมากมาย รวมทั้งมีกิจกรรมการแสดงบนเวทีให้ร่วมสนุกตลอดงาน
ภายในงานจะมีผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 1,185 ราย มาร่วมนำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวคุณภาพ อาทิ โรงแรม รีสอร์ท บริษัททัวร์ สายการบิน รถเช่า เรือท่องเที่ยว สปา บัตรบุฟเฟ่ต์ ฯลฯ ในราคาโปรโมชั่นสุดพิเศษ พร้อมรับข้อเสนอดีๆ ทั้งส่วนลดเพิ่มสูงสุด 25% จากบัตรเครดิต CITIBANK และ HSBC และรับของรางวัลแจกมากมาย รวมทั้งมีกิจกรรมการแสดงบนเวทีให้ร่วมสนุกตลอดงาน
โรงแรมโฮเทล มิวส์ กรุงเทพฯ ชูความอิสระที่น่าหลงใหลสำหรับผู้ที่หลงใหลในชีวิตอิสระ
โฮเทล มิวส์ โรงแรมบูติกสุดหรูของกลุ่มฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น ดีเดย์แกรนด์โอเพนนิ่งไตรมาส 1 ปีหน้า ชูจุดเด่นคอนเซ็ปต์ แรงบันดาลใจศิลปะชั้นสูงในยุคทองของศิลปะและวัฒนธรรม สมัยร.5 พร้อมดึงแบรนด์ เอ็มแกลเลอรี่ คอลเล็คชั่น เชนแอคคอร์เข้าบริหาร โฟกัสลูกค้าช่วงแรกมาจากเอเชียเป็นหลัก
นายโบโด้ คลินเจ็นเบิร์ก ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโฮเทล มิวส์ กรุงเทพฯ (หลังสวน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า โฮเทล มิวส์ กรุงเทพฯ เตรียมจะเปิดตัวโรงแรมอย่างเป็นทางการ(แกรนด์ โอเพนนิ่ง)ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2555 หลังจากการเปิดตัวโรงแรมอย่างไม่เป็นทางการในเดือนกันยายนนี้ โดยโรงแรมแห่งนี้เป็นการลงทุนของบริษัท ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริหารโดยใช้แบรนด์ MGallery Collection ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมบูติกระดับหรู ที่บริหารงานโดยเชนแอคคอร์
โดยจุดเด่นของโฮเทล มิวส์ คือเป็นโรงแรมแห่งแรกที่เน้นการออกแบบและตกแต่ง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะชั้นสูงในยุคพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (The Golden Age of Travel) ซึ่งเป็นยุคทองของการเดินทางของศิลปะและวัฒนธรรม ผสมผสานรูปแบบความทันสมัยอย่างสากลควบคู่ไปกับความหรูหราสง่างามท่ามกลางยุคทองครั้งใหม่ของเอเชีย รวมถึงการสร้างในคอนเซ็ปต์ที่ไม่เหมือนใครให้มีชีวิตขึ้นมา กับรูปแบบและแนวคิดแบบคอสโมโพลิแทน บูติก (cosmopolitan boutique) ตั้งอยู่บนถนนหลังสวน ใจกลางย่านธุรกิจ โดยมีสโลแกน "Passionately Independent" หรือความอิสระที่น่าหลงใหลสำหรับผู้ที่หลงใหลในชีวิตอิสระ
ทั้งนี้จำนวนห้องพักของโรงแรมจะมีทั้งหมด 174 ห้อง เน้นการออกแบบตกแต่งภายในที่ผสมผสานระหว่างสไตล์ยุโรป คลาสสิก และลวดลายเฉพาะตัวในแบบเอเชีย ประกอบด้วยห้อง ดีลักซ์ 24 ห้อง ห้องแกรนด์ ดีลักซ์ คิงและห้องเตียงคู่ 85 ห้อง เรสิเดนซ์ 54 ห้อง และสวีต 11 ห้อง ทุกห้องประกอบด้วยบาร์ส่วนตัว พื้นที่แยกส่วนสำหรับทำงาน โทรทัศน์จอแบนแอลอีดีที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ทั้งมีอินเตอร์เน็ตระบบแลนและไว-ไฟ เครื่องทำกาแฟและชา และลำโพงสำหรับต่อไอพอด
นอกจากจุดขายของโรงแรมแล้ว การบริหารโดยใช้แบรนด์เอ็มแกลเลอรี่ คอลเล็คชั่น ก็ถือเป็นจุดขาย เพราะโรงแรมแต่ละแห่งจะถูกสร้างให้มีคุณสมบัติของตัวเอง โดยเจ้าของโรงแรมแต่ละแห่งก็จะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เช่น สามารถเลือกเป็น History, Design, Location หรือ Vision ซึ่งโฮเทล มิวส์จะได้ทั้ง 4 ตัว คือเป็นโรงแรมที่มีวิสัยทัศน์ เจ้าของมองแล้วเห็นวิสัยทัศน์ว่าโรงแรมเป็นแบบไหน โดยทุกจุดเป็นดีไซน์ มีประวัติศาสตร์ โลเกชัน และการบริการ ซึ่งทุกแง่มุมของโรงแรมเป็นจุดเด่นได้ทั้งหมด
สำหรับแผนการตลาด หลังจากที่ซอฟต์โอเพนนิ่งแล้ว จะส่งเสริมเบื้องต้นในเรื่องของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นบริการท่องเที่ยวออนไลน์หรือ Third Party Website เช่น Agoda.com เป็นต้น เพราะจะนำธุรกิจให้เข้ามาเร็วที่สุด ขณะที่กลุ่มคอร์ปอเรตจะต้องใช้เวลาในการสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงใช้เวลาในการเซ็นสัญญาด้วย ประกอบกับเมืองไทยยังพร้อมสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มพักผ่อนหรือเลเชอร์อยู่แล้ว ทั้งนี้ การบริหารโดยเชนแอคคอร์ก็จะมีการทำตลาดไปทั่วโลกในการดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ อย่างไรก็ดี ในช่วงเปิดโรงแรมใหม่จะมีราคาห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ราว 5,500 บาท โดยแต่ละโรงแรมจะมีช่วงความต้องการของตลาดหรือ Need Period ไม่เท่ากัน ดังนั้น ก็จะมีการออกโปรโมชันต่างๆ ทั้งแอคคอร์เองก็มีการปรับราคาตามความต้องการหรือ Dynamic Rate
ขณะที่กลุ่มเป้าหมายหลักของโรงแรม จะเป็นกลุ่มจากสิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย ยุโรป โดยช่วงแรกจะเป็นจากสิงคโปร์ ฮ่องกง และในภาคพื้นเอเชีย ดังนั้น ต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งจึงจะมีลูกค้าจากยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา โดยในปีหน้าคาดว่าสัดส่วนของกลุ่มคอร์ปอเรตจะอยู่ที่ราว 60% และเลเชอร์ 40% ประกอบกับช่วงเปิดโรงแรมใหม่ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยราว 38% ทั้งตั้งเป้ามีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในปี 2555 ราว 60-65%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,664 25- 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554
นายโบโด้ คลินเจ็นเบิร์ก ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโฮเทล มิวส์ กรุงเทพฯ (หลังสวน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า โฮเทล มิวส์ กรุงเทพฯ เตรียมจะเปิดตัวโรงแรมอย่างเป็นทางการ(แกรนด์ โอเพนนิ่ง)ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2555 หลังจากการเปิดตัวโรงแรมอย่างไม่เป็นทางการในเดือนกันยายนนี้ โดยโรงแรมแห่งนี้เป็นการลงทุนของบริษัท ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริหารโดยใช้แบรนด์ MGallery Collection ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมบูติกระดับหรู ที่บริหารงานโดยเชนแอคคอร์
โดยจุดเด่นของโฮเทล มิวส์ คือเป็นโรงแรมแห่งแรกที่เน้นการออกแบบและตกแต่ง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะชั้นสูงในยุคพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (The Golden Age of Travel) ซึ่งเป็นยุคทองของการเดินทางของศิลปะและวัฒนธรรม ผสมผสานรูปแบบความทันสมัยอย่างสากลควบคู่ไปกับความหรูหราสง่างามท่ามกลางยุคทองครั้งใหม่ของเอเชีย รวมถึงการสร้างในคอนเซ็ปต์ที่ไม่เหมือนใครให้มีชีวิตขึ้นมา กับรูปแบบและแนวคิดแบบคอสโมโพลิแทน บูติก (cosmopolitan boutique) ตั้งอยู่บนถนนหลังสวน ใจกลางย่านธุรกิจ โดยมีสโลแกน "Passionately Independent" หรือความอิสระที่น่าหลงใหลสำหรับผู้ที่หลงใหลในชีวิตอิสระ
ทั้งนี้จำนวนห้องพักของโรงแรมจะมีทั้งหมด 174 ห้อง เน้นการออกแบบตกแต่งภายในที่ผสมผสานระหว่างสไตล์ยุโรป คลาสสิก และลวดลายเฉพาะตัวในแบบเอเชีย ประกอบด้วยห้อง ดีลักซ์ 24 ห้อง ห้องแกรนด์ ดีลักซ์ คิงและห้องเตียงคู่ 85 ห้อง เรสิเดนซ์ 54 ห้อง และสวีต 11 ห้อง ทุกห้องประกอบด้วยบาร์ส่วนตัว พื้นที่แยกส่วนสำหรับทำงาน โทรทัศน์จอแบนแอลอีดีที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ทั้งมีอินเตอร์เน็ตระบบแลนและไว-ไฟ เครื่องทำกาแฟและชา และลำโพงสำหรับต่อไอพอด
นอกจากจุดขายของโรงแรมแล้ว การบริหารโดยใช้แบรนด์เอ็มแกลเลอรี่ คอลเล็คชั่น ก็ถือเป็นจุดขาย เพราะโรงแรมแต่ละแห่งจะถูกสร้างให้มีคุณสมบัติของตัวเอง โดยเจ้าของโรงแรมแต่ละแห่งก็จะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เช่น สามารถเลือกเป็น History, Design, Location หรือ Vision ซึ่งโฮเทล มิวส์จะได้ทั้ง 4 ตัว คือเป็นโรงแรมที่มีวิสัยทัศน์ เจ้าของมองแล้วเห็นวิสัยทัศน์ว่าโรงแรมเป็นแบบไหน โดยทุกจุดเป็นดีไซน์ มีประวัติศาสตร์ โลเกชัน และการบริการ ซึ่งทุกแง่มุมของโรงแรมเป็นจุดเด่นได้ทั้งหมด
สำหรับแผนการตลาด หลังจากที่ซอฟต์โอเพนนิ่งแล้ว จะส่งเสริมเบื้องต้นในเรื่องของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นบริการท่องเที่ยวออนไลน์หรือ Third Party Website เช่น Agoda.com เป็นต้น เพราะจะนำธุรกิจให้เข้ามาเร็วที่สุด ขณะที่กลุ่มคอร์ปอเรตจะต้องใช้เวลาในการสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงใช้เวลาในการเซ็นสัญญาด้วย ประกอบกับเมืองไทยยังพร้อมสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มพักผ่อนหรือเลเชอร์อยู่แล้ว ทั้งนี้ การบริหารโดยเชนแอคคอร์ก็จะมีการทำตลาดไปทั่วโลกในการดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ อย่างไรก็ดี ในช่วงเปิดโรงแรมใหม่จะมีราคาห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ราว 5,500 บาท โดยแต่ละโรงแรมจะมีช่วงความต้องการของตลาดหรือ Need Period ไม่เท่ากัน ดังนั้น ก็จะมีการออกโปรโมชันต่างๆ ทั้งแอคคอร์เองก็มีการปรับราคาตามความต้องการหรือ Dynamic Rate
ขณะที่กลุ่มเป้าหมายหลักของโรงแรม จะเป็นกลุ่มจากสิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย ยุโรป โดยช่วงแรกจะเป็นจากสิงคโปร์ ฮ่องกง และในภาคพื้นเอเชีย ดังนั้น ต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งจึงจะมีลูกค้าจากยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา โดยในปีหน้าคาดว่าสัดส่วนของกลุ่มคอร์ปอเรตจะอยู่ที่ราว 60% และเลเชอร์ 40% ประกอบกับช่วงเปิดโรงแรมใหม่ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยราว 38% ทั้งตั้งเป้ามีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในปี 2555 ราว 60-65%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,664 25- 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จัด10ภาษาบริการสุวรรณภูมิรับทัวริสต์ขยายตัว
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เปิดศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ณ สนามบินสุวรรณภูมิ รองรับการขยายตัวท่องเที่ยวปี 54-58 โดยเน้นบูรณาการทำงานร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ในการอำนวยความสะดวกและรับเรื่องร้องทุกข์ ภายใต้การสื่อสารกว่า 10 ภาษา รวมถึงอำนวยความสะดวกนักกีฬาที่เข้าแข่งขันไทยกว่า 300 รายการ
นายสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า ในขณะนี้ทางกระทรวงได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการและบริการนักท่องเที่ยว (Tourist Service Center at Suvarnabhumi Airport) ขึ้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ประตู 3 ภายในอาคารผู้โดยสารของสนามบิน เพื่อบริการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์จากนักท่องเที่ยว
โดยศูนย์ดังกล่าว จะมีเจ้าหน้าที่จำนวน 14 คน ให้บริการนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้การสื่อสาร 10 ภาษา ได้แก่ ภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี รัสเซีย อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน และภาษาไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากขึ้นจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ซึ่งนักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้าไทยผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิเป็นหลัก หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 8-10 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวของไทย
ทำให้การให้บริการ จึงมีการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว มาช่วยในการดูแลนักท่องเที่ยว โดยมีการบูรณาการและทำงานเป็นทีมด้านการท่องเที่ยวของชาติในลักษณะเบ็ดเสร็จ(One Stop Service)อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากศูนย์บริการแห่งนี้ จะให้บริการนักท่องเที่ยวแล้ว ยังเน้นการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่นักกีฬาจากชาติต่างๆที่เดินทางมาแข่งขันกีฬาและกิจกรรมนันทนาการในประเทศไทย เนื่องจากในปี 2554-2559 ประเทศไทยได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดกิจกรรมนานาชาติทางด้านกีฬากว่า 300 รายการ ซึ่งเป็นรายการระดับโลก 69 รายการ ระดับนานาชาติ 68 รายการ ระดับเอเชีย 92 รายการ ระดับอาเซียน 24 รายการ โดยเฉพาะในปี 2555 กรุงเทพฯจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตซอลโลก และในปี 2557 ภูเก็ตจะเป็นเจ้าภาพแข่งขันบีชเกมส์โลกด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,664 25- 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554
นายสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า ในขณะนี้ทางกระทรวงได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการและบริการนักท่องเที่ยว (Tourist Service Center at Suvarnabhumi Airport) ขึ้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ประตู 3 ภายในอาคารผู้โดยสารของสนามบิน เพื่อบริการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์จากนักท่องเที่ยว
โดยศูนย์ดังกล่าว จะมีเจ้าหน้าที่จำนวน 14 คน ให้บริการนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้การสื่อสาร 10 ภาษา ได้แก่ ภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี รัสเซีย อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน และภาษาไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากขึ้นจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ซึ่งนักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้าไทยผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิเป็นหลัก หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 8-10 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวของไทย
ทำให้การให้บริการ จึงมีการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว มาช่วยในการดูแลนักท่องเที่ยว โดยมีการบูรณาการและทำงานเป็นทีมด้านการท่องเที่ยวของชาติในลักษณะเบ็ดเสร็จ(One Stop Service)อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากศูนย์บริการแห่งนี้ จะให้บริการนักท่องเที่ยวแล้ว ยังเน้นการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่นักกีฬาจากชาติต่างๆที่เดินทางมาแข่งขันกีฬาและกิจกรรมนันทนาการในประเทศไทย เนื่องจากในปี 2554-2559 ประเทศไทยได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดกิจกรรมนานาชาติทางด้านกีฬากว่า 300 รายการ ซึ่งเป็นรายการระดับโลก 69 รายการ ระดับนานาชาติ 68 รายการ ระดับเอเชีย 92 รายการ ระดับอาเซียน 24 รายการ โดยเฉพาะในปี 2555 กรุงเทพฯจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตซอลโลก และในปี 2557 ภูเก็ตจะเป็นเจ้าภาพแข่งขันบีชเกมส์โลกด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,664 25- 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




